สาส์นสากลแห่งอัล-อัรบะอีน และความรับผิดชอบของชนชั้นนำทางศาสนา
ในยุคปัจจุบัน พิธีกรรมอันยิ่งใหญ่แห่งอัล-อาร์บะอีน ฮูเซนีย์ (Arbaeen Hosseini) ได้ก้าวข้ามขอบเขตของการไว้ทุกข์แบบดั้งเดิม จนกลายเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์การสร้างอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นที่นิยมที่สุด และลึกซึ้งที่สุดในโลกอิสลาม การรวมตัวของผู้คนจำนวนมหาศาลนับล้านนี้คือการแสดงออกถึงความสามัคคี ความรักในความจริง และการต่อต้านความเย่อหยิ่งจองหอง ในขณะเดียวกัน การอธิบายมิติระดับโลกของขบวนการนี้และความรับผิดชอบอันหนักหน่วงที่อยู่บนบ่าของปัญญาชนและนักคิดทางศาสนา มักจะอยู่ในจุดศูนย์ความสนใจเชิงยุทธศาสตร์และลึกซึ้งในความคิดของผู้นำสูงสุดแห่งการปฏิวัติอิสลาม อยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี (Ayatollah Khamenei) ผู้นำผู้พลีชีพ ในวรรณกรรมทางวาทกรรม การวิเคราะห์ความคิดนี้นำเสนอแนวทางชี้นำอันล้ำค่าในการขับเคลื่อนประชาชาติอิสลาม (อุมมะห์) และชาวมุสลิมทั่วโลก
บทนำ
ในยุคปัจจุบัน พิธีกรรมอันยิ่งใหญ่แห่งอัล-อาร์บะอีน ฮูเซนีย์ (Arbaeen Hosseini) ได้ก้าวข้ามขอบเขตของการไว้ทุกข์แบบดั้งเดิม จนกลายเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์การสร้างอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นที่นิยมที่สุด และลึกซึ้งที่สุดในโลกอิสลาม การรวมตัวของผู้คนจำนวนมหาศาลนับล้านนี้คือการแสดงออกถึงความสามัคคี ความรักในความจริง และการต่อต้านความเย่อหยิ่งจองหอง ในขณะเดียวกัน การอธิบายมิติระดับโลกของขบวนการนี้และความรับผิดชอบอันหนักหน่วงที่อยู่บนบ่าของปัญญาชนและนักคิดทางศาสนา มักจะอยู่ในจุดศูนย์ความสนใจเชิงยุทธศาสตร์และลึกซึ้งในความคิดของผู้นำสูงสุดแห่งการปฏิวัติอิสลาม อยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี (Ayatollah Khamenei) ผู้นำผู้พลีชีพ ในวรรณกรรมทางวาทกรรม การวิเคราะห์ความคิดนี้นำเสนอแนวทางชี้นำอันล้ำค่าในการขับเคลื่อนประชาชาติอิสลาม (อุมมะห์) และชาวมุสลิมทั่วโลก
1. อัรบะอีน: สื่อแห่งพระผู้เป็นเจ้าและการแสดงออกถึงอารยธรรมอิสลามยุคใหม่
จากมุมมองความคิดของผู้นำผู้พลีชีพ อัรบะอีนไม่ได้เป็นเพียงการรำลึกทางประวัติศาสตร์เพื่อกล่าวถึงโศกนาฏกรรมแห่งกัรบาลาอ์ (Karbala) และบรรดาอะห์ลุลเบต (Ahl al-Bayt) ของอิหม่ามฮูเซน (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) เท่านั้น แต่ยังเป็นสื่อแห่งพระผู้เป็นเจ้าและเครื่องมือปลุกเร้าที่พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงมหิทธานุภาพทรงฝังไว้ในประวัติศาสตร์อิสลาม เพื่อรักษาจิตวิญญาณแห่งญิฮาดและการเป็นชะฮีด (ผู้พลีชีพ) ให้คงอยู่ ซึ่งในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาได้แผ่ขยายกลายเป็นมิติระดับโลก ลักษณะเด่นของปรากฏการณ์ระดับโลกนี้ ได้แก่:
* ศูนย์กลางแห่งความสามัคคีและการสร้างประชาชาติ (Ummah): การเดินทางแสวงบุญในวันอัรบะอีนได้ทลายพรมแดนทางภูมิศาสตร์ ชาติพันธุ์ และศาสนา โดยรวมประชาชาติอิสลามเข้าไว้ภายใต้ร่มธงของอะบา อับดิลลอฮ์ อัล-ฮูเซน (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน)
* การแสดงออกถึงพลังทางจิตวิญญาณแห่งอิสลาม: การรวมตัวอันยิ่งใหญ่นี้แสดงให้เห็นถึงอำนาจละมุน (Soft Power) ของอิสลามอันบริสุทธิ์แห่งศาสดามูฮัมหมัด (ศ็อล) ต่อหน้าผู้กดขี่ของโลก โดยแสดงให้เห็นว่าแรงบันดาลใจจากพระผู้เป็นเจ้าสามารถหลอมรวมผู้คนนับล้านเข้าด้วยกันได้โดยปราศจากการพึ่งพาอำนาจทางวัตถุ
* การปูทางสู่การปรากฏกายอีกครั้ง (Reappearance): อัรบะอีนคือต้นแบบสำหรับการสร้างสังคมมะฮ์ดีระดับโลก ซึ่งเป็นสังคมที่ความรัก การเสียสละ ความเป็นพี่น้อง และความยุติธรรมเป็นตัวขับเคลื่อนความสัมพันธ์ของมนุษย์
2. สถานะและภารกิจของปัญญาชนทางศาสนาในยุคแห่งการตื่นตัวของอิสลาม
ปัญญาชนทางศาสนา (นักวิชาการ นักคิด นักเทศน์ และนักวิชาการผู้มุ่งมั่น) ในมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ของผู้นำแห่งการปฏิวัติ มีบทบาทเสมือนเป็นผู้เฝ้าระวังทางอุดมการณ์และผู้ชี้นำสังคม เมื่อเผชิญกับปรากฏการณ์อัรบะอีน หน้าที่ของชนชั้นนี้จึงก้าวข้ามเพียงการเข้าร่วมในพิธีกรรมโดยพวกเขาจะต้องมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์เชิงวัฒนธรรมและการอธิบายขยสยความอย่างลึกซึ้งถึงเหตุการณ์นี้จากมุมมองของสังคมวิทยา ปรัชญา และศาสตร์อื่นๆ ความรับผิดชอบที่สำคัญที่สุดของปัญญาชนกลุ่มนี้ ได้แก่:
* การอธิบายด้วยเหตุผลและการเสริมสร้างความเข้าใจเชิงลึก: ปัญญาชนต้องก้าวข้ามความผิวเผินและอธิบายปรัชญาของการลุกฮืออาชูรออ์ (Ashura) รวมถึงความเชื่อมโยงกับประเด็นร่วมสมัยของโลกอิสลาม (เช่น การต่อสู้กับการกดขี่ การต่อต้านความเย่อหยิ่งจองหอง และการแสวงหาความยุติธรรม) สำหรับคนรุ่นใหม่
* การรู้เท่าทันและต่อต้านแผนการสร้างความแตกแยก: เนื่องจากศัตรูของอิสลามมักพยายามลดทอนพลังของการรวมตัวนี้ผ่านการปลุกปั่นข้อพิพาททางศาสนาหรือประเด็นปลีกย่อย หน้าที่สำคัญของปัญญาชนทางศาสนาจึงเป็นการเน้นย้ำจุดร่วม ส่งเสริมความสามัคคีอันเป็นหนึ่งเดียวของประชาชาติอิสลาม และสกัดกั้นความพยายามในการสร้างความแตกแยกทุกรูปแบบ
* การปกป้องและต่อต้านการบิดเบือนประวัติศาสตร์รวมถึงสาส์นแห่งอาชูรออ์: เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการบิดเบือนแก่นแท้ของอาชูรออ์ อยู่เสมอ (เช่น การปฏิเสธความอัปยศอดสูและการส่งเสริมความดีงาม) มีอยู่เสมอ ปัญญาชนมีความรับผิดชอบในการปกป้องความจริงของสาส์นแห่งอัรบะอีน เพื่อป้องกันไม่ให้ขบวนการอันยิ่งใหญ่นี้เบี่ยงเบนไปจากเป้าหมายที่แท้จริง
3. ภารกิจของปัญญาชนต่อมิติระดับโลกของอัรบะอีน
เนื่องจากสาส์นแห่งอัรบะอีนมีธรรมชาติที่เป็นสากลและแสวงหาเสรีภาพของมนุษย์ชาติ จึงมิได้จำกัดอยู่เพียงแค่ชาวชีอะห์หรือชาวมุสลิมเท่านั้น แต่เป็นสาส์นระดับโลกสำหรับดวงวิญญาณที่เป็นอิสระทุกคน ดังนั้นความรับผิดชอบของปัญญาชนในประเด็นนี้จึงครอบคลุมถึง: "การผลักให้อัรบะอีนเป็นจุดเริ่มต้นของขบวนการขับเคลื่อนระดับโลก เพื่อถ่ายทอดการต่อสู้กับการกดขี่และความอธรรมของเหล่าอะห์ลุลเบต (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน)ให้สะท้อนออกมาเป็นภาษาแห่งฟิตเราะฮ์ (ธรรมชาติอันบริสุทธิ์เดิมแท้ของมนุษย์)"ที่ทุกคนเข้าถึงได้
* การถ่ายทอดสาส์นแห่งอาชูรออ์สู่ภาษายุคใหม่: ปัญญาชนต้องใช้เครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่ ศิลปะ วรรณกรรม และสื่อแขนงต่างๆ เพื่อแปลงแนวคิดเชิงลึกของอัรบะอีนให้กลายเป็นวาทกรรมที่มนุษย์ยุคปัจจุบันผู้กระหายความหมายและจิตวิญญาณสามารถทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้น
* การสร้างสะพานเชื่อมการสื่อสารท่ามกลางนักคิดทั่วโลก: การหยิบยกการลุกฮือของท่านอิมามฮูเซนีย์ขึ้นมาเป็นต้นแบบของการต่อต้านระบบการครอบงำระดับโลกและการกดขี่สมัยใหม่ คือหน้าที่ที่ปัญญาชนในระดับสถาบันและวิชาการต้องดำเนินการในระดับสากล
บทสรุป
ปรากฏการณ์ระดับโลกของอัรบะอีนคือโอกาสอันยิ่งใหญ่และไร้คู่เทียบสำหรับโลกอิสลามในการปูทางไปสู่อารยธรรมอิสลามใหม่ โดยอาศัยวัฒนธรรมแห่งการเป็นชะฮีด(พลีชีพเพื่อศาสนา)และการต่อต้าน ในขณะเดียวกัน ปัญญาชนทางศาสนา ในฐานะแนวหน้าทางปัญญาและวัฒนธรรมของสังคม ต่างแบกรับความรับผิดชอบอันศักดิ์สิทธิ์ การตระหนักรู้อย่างแม่นยำถึงมิติระดับโลกของอัรบะอีนและความพยายามในการอธิบายที่ถูกต้อง ส่งเสริมความเข้าใจ และสร้างความสามัคคี คือตัวอย่างที่ชัดเจนของ "ญิฮาดัต-ตับยิน" (Jihad of Tabyin - ญิฮาดแห่งการชี้แจง) และการปกป้องคุณค่าอันแท้จริงของอิสลามในยุคปัจจุบัน