เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจำประเทศไทย เข้าร่วมการเสวนาศาสนสัมพันธ์ในหัวข้อ ความท้าทายระดับโลกและความรับผิดชอบของผู้นำทางศาสนาและนักวิชากา
.
ในเซสชันนี้ ท่านทูตได้กล่าวสุนทรพจน์โดยเน้นย้ำว่า เรากำลังอยู่ในยุคที่ความท้าทายต่าง ๆ ไม่ใช่เรื่องเฉพาะท้องถิ่นหรือภูมิภาคอีกต่อไป หากส่วนใดส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อมบนโลกได้รับบาดแผล การติดเชื้อนั้นจะส่งผลกระทบต่อมนุษยชาติทั้งหมด หากไฟแห่งความสุดโต่งลุกโชนขึ้นในมุมใดมุมหนึ่ง ควันของมันจะย่อมเผาไหม้ดวงตาของทุกคน
ท่ามกลางสถานการณ์นี้ ความรับผิดชอบอันหนักอึ้งตกอยู่ที่บ่าของกลุ่มคนสำคัญสองกลุ่ม ได้แก่ ผู้นำทางศาสนา ผู้ถือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนจิตใจผู้คน และ นักคิด ผู้จุดตะเกียงแห่งเหตุผลในเส้นทางอันมืดมิดของอนาคต
ความจริงก็คือ "เหตุผล" และ "ความศรัทธา" เปรียบเสมือนปีกสองข้างในการบินของมนุษยชาติ ซึ่งในช่วงหลายศตวรรษที่ผ่านมา เรามักจะวางสองสิ่งนี้ไว้ในทางตรงกันข้ามกันอย่างผิด ๆ แต่ในวันนี้ เราจำเป็นต้องมี "สหภาพใหม่" (New Union) เราต้องการเหตุผลที่ส่องสว่างด้วยแสงแห่งจิตวิญญาณ และความศรัทธาที่ขัดเกลาด้วยปัญญา ปราศจากความงมงายและอคติ
การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) และมีศูนย์วัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านเป็นเจ้าภาพ โดยมีนักคิด ผู้นำ และชนชั้นนำทางศาสนาจากหลากหลายความเชื่อเข้าร่วม เพื่อเป็นเวทีในการหารือเกี่ยวกับบทบาทของศาสนาในการเผชิญกับวิกฤตและความท้าทายระดับโลก
ในงานนี้ได้รับเกียรติจากผู้นำชาวพุทธระดับสูงจากศรีลังกาและมาเลเซีย ซึ่งทั้งสองท่านเป็นประมุขและผู้มีอำนาจสูงสุดของชุมชนชาวพุทธในประเทศของตน รวมถึงมีตัวแทนจากกลุ่มชาวคริสต์เพื่อสันติภาพเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ด้วย
--
วยพระนามแห่งอัลลอฮ์ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ
ก่อนอื่น ข้าพเจ้าขอแสดงความขอบคุณและความซาบซึ้งอย่างยิ่งต่อคณะผู้จัดการสัมมนาในวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขอขอบคุณการให้เกียรติของท่านดร. อีมานีพูร ประธานองค์กรวัฒนธรรมและการสื่อสารอิสลามแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ตลอดจนขอขอบคุณบรรดาอุละมาอ์ นักปราชญ์ และผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่านที่ได้ให้เกียรติเข้าร่วมในเวทีอันทรงคุณค่านี้
เมื่อข้าพเจ้าได้เห็นหัวข้อของการสัมมนา ข้าพเจ้าครุ่นคิดว่า ในประเด็น “ความท้าทายระดับโลกและความรับผิดชอบของผู้นำศาสนาและนักคิด” นั้น ประเด็นใดคือหัวใจสำคัญที่สุด และข้าพเจ้าก็ได้ข้อสรุปว่า แก่นแท้ของการอภิปรายอยู่ที่ การบรรจบกันระหว่างศรัทธาและเหตุผล ซึ่งเป็นจุดร่วมสำคัญของทุกศาสนาประเภทเทวนิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศาสนาอิสลาม ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงใคร่ขอนำเสนอข้อคิดสั้นๆ ในการสดุดีศรัทธาและปัญญา เพื่อเป็นหนทางในการรับมือกับความท้าทายของโลกยุคปัจจุบัน
สดุดีปัญญาและศรัทธาเพื่อโลกแห่งวันพรุ่งนี้
ด้วยพระนามแห่งพระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงเป็นเจ้าแห่งชีวิตและปัญญา
ท่านผู้มีเกียรติ นักคิดผู้ทรงคุณค่า และผู้นำอันทรงเกียรติแห่งศาสนาเทวนิยมทุกท่าน
เรามาชุมนุมกันในโลกที่แม้จะเชื่อมโยงถึงกันอย่างแนบแน่นทั้งด้วยเทคโนโลยีและภูมิศาสตร์ หากแต่กลับกำลังทุกข์ทรมานจากความแตกร้าวทางความหมายอย่างลึกซึ้ง โลกที่เสียงอันกึกก้องของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดังเสียจนบางครั้งเสียงร้องขอความช่วยเหลือของธรรมชาติ และเสียงคร่ำครวญของผู้ถูกกดขี่ ถูกกลบหายไปในความอึกทึกนั้น
เรากำลังดำรงชีวิตอยู่ในยุคสมัยที่ความท้าทายมิได้จำกัดอยู่เพียงระดับท้องถิ่นหรือภูมิภาคอีกต่อไป หากบาดแผลหนึ่งเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม ณ จุดใดจุดหนึ่งของโลก การอักเสบของมันย่อมกระทบต่อมนุษยชาติทั้งมวล และหากไฟแห่งลัทธิสุดโต่งปะทุขึ้นในมุมหนึ่งของโลก ควันพิษของมันย่อมแผดเผาดวงตาของทุกคน
ในบริบทเช่นนี้ ภาระอันหนักหน่วงได้ตกอยู่บนบ่าของสองกลุ่มสำคัญ คือ ผู้นำศาสนา ผู้ครอบครองกุญแจแห่งหัวใจของผู้คน และ นักคิด ผู้จุดตะเกียงแห่งเหตุผลเพื่อนำทางสู่อนาคตอันมืดมน
วิกฤตของเราวันนี้ มิใช่วิกฤตแห่งการขาดแคลนทรัพยากร หรือความล้มเหลวของเทคโนโลยี หากแต่เป็น วิกฤตทางจริยธรรมและความรับผิดชอบ เมื่อเราพิจารณาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เรามิได้เผชิญเพียงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ หากแต่กำลังเผชิญผลลัพธ์ของความโลภและความอยากได้ไม่รู้จบของมนุษย์ ที่ได้แปรเปลี่ยนแผ่นดินซึ่งเป็นอามานะฮ์ (ความไว้วางใจจากพระเจ้า) ให้กลายเป็นสินค้าเพื่อผลประโยชน์อันฉาบฉวยและฉับไว
ณ จุดนี้ ผู้นำศาสนามีพันธกิจสำคัญในการรังสรรค์เทววิทยารูปแบบใหม่ ที่ตั้งอยู่บนฐานแห่งการเคารพชีวิต และสอนแก่ศรัทธาชนว่า การเคารพภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้า มิได้แยกขาดจากการพิทักษ์รักษาสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง ผู้นำศาสนาในยุคปัจจุบัน คือผู้ที่ส่งเสริมสันติภาพ มิใช่เพียงในระดับถ้อยคำ หากแต่ในฐานะความจำเป็นทางศาสนา เพื่อธำรงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และไม่ยอมให้พระนามอันศักดิ์สิทธิ์ของศาสนา ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือแห่งความแตกแยกและความรุนแรง
ในอีกด้านหนึ่ง บรรดานักคิดและปัญญาชน ในทะเลอันปั่นป่วนนี้ เปรียบเสมือนผู้เฝ้าระวัง ที่ต้องมองให้ไกลเกินกว่าขอบฟ้าอันจำกัด และมองเห็นจุดหมายปลายทางของเส้นทาง เพราะอาชีพและโครงสร้างต่าง ๆ ล้วนเป็นผู้รับใช้ความคิด ความรับผิดชอบของนักคิดในวันนี้ มิได้จำกัดอยู่เพียงการสร้างทฤษฎี หากแต่เขาต้องเป็นมโนธรรมที่ตื่นรู้ของสังคม
ในยุคแห่งปัญญาประดิษฐ์และวิศวพันธุศาสตร์ ที่พลังอำนาจของมนุษย์ได้แผ่ขยายไปถึงขอบเขตอันน่าตื่นตะลึง นักคิดเหล่านี้เองที่ต้องตั้งคำถามว่า “เรากำลังมุ่งหน้าไปสู่ที่ใด” พวกเขาต้องเชื่อมโยงองค์ความรู้ที่ไร้เปลือกหุ้มทางคุณค่า เข้ากับคุณค่าความเป็นมนุษย์ และไม่ปล่อยให้มนุษย์หลงหายในเฟืองจักรอันเย็นชาของโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมือง นักคิดต้องมีความกล้าหาญในการวิพากษ์ และท้าทายโครงสร้างที่ทำให้ความยากจนกลายเป็นเรื่องปกติ และใช้ความอยุติธรรมเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
สหายทั้งหลาย ความจริงก็คือ เหตุผลและศรัทธา คือปีกทั้งสองข้างของการบินแห่งมนุษยชาติ ซึ่งตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา เราได้วางมันไว้ในฐานะคู่ตรงข้ามอย่างผิดพลาด แต่ในวันนี้ เมื่อเผชิญกับภัยคุกคามระดับโลก เราจำเป็นต้องมีพันธมิตรใหม่ เราต้องการเหตุผลที่ส่องสว่างด้วยแสงแห่งจิตวิญญาณ และศรัทธาที่ผ่านการขัดเกลาของปัญญา จนปลอดพ้นจากไสยศาสตร์และความคลั่งไคล้ ผู้นำศาสนาสามารถปลุกเจตจำนงที่หลับใหล และนักคิดสามารถรังสรรค์แผนที่นำทางให้แก่เจตจำนงเหล่านั้น
ในตอนท้ายของข้อคิดนี้ ขอให้เราตระหนักว่า ประวัติศาสตร์จะตัดสินเรา มิใช่จากถ้อยคำอันไพเราะที่เราได้กล่าวไว้ แต่จากย่างก้าวเชิงปฏิบัติที่เราได้ทำลงไป เพื่อบรรเทาความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์
ต่อผู้นำศาสนา พระวจนะจากคัมภีร์อัลกุรอานได้เตือนถึงภาระอันยิ่งใหญ่นี้อย่างชัดเจน พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า:
الَّذِينَ يُبَلِّغُونَ رِسَالَاتِ اللَّهِ وَيَخْشَوْنَهُ وَلَا يَخْشَوْنَ أَحَدًا إِلَّا اللَّهَ ۗ وَكَفَىٰ بِاللَّهِ حَسِيبًا
“บรรดาผู้ที่ถ่ายทอดสารของอัลลอฮ์ และยำเกรงพระองค์ และมิได้เกรงกลัวผู้ใดนอกจากอัลลอฮ์ และอัลลอฮ์ทรงเพียงพอแล้วในฐานะผู้ทรงชำระบัญชี”
(อัลกุรอานบทอัลอะห์ซาบ โองการที่ 39)
โองการนี้สอนเราว่า ภารกิจของผู้นำศาสนา มิใช่เพียงการท่องจำและประกอบพิธีกรรม หากแต่คือการยืนหยัดอย่างกล้าหาญในการประกาศสัจธรรม สถาปนาความยุติธรรม และพิทักษ์รักษาชีวิต โดยไม่ยอมให้การคำนวณผลประโยชน์ทางโลก มาบั่นทอนเส้นทางแห่งความจริง
และต่อท่านนักคิดและผู้ทรงปัญญาทั้งหลาย เมาลานา ญะลาลุดดีน รูมี ได้ถ่ายทอดความรับผิดชอบแห่งการตื่นรู้ไว้อย่างงดงาม และเตือนเราว่า ผู้ใดได้รับความรู้และความเข้าใจมากกว่า ย่อมแบกรับภาระที่หนักยิ่งกว่าในความทุกข์ของโลก เขากล่าวว่า:
ผู้ใดตื่นรู้มากกว่า ย่อมเจ็บปวดมากกว่า
ผู้ใดรู้แจ้งยิ่งกว่า ใบหน้าย่อมซีดเซียวกว่า
รูมีเตือนเราว่า ความคิดและการตื่นรู้ มิควรเป็นที่มาของความโอ้อวดหรือการแยกตัว หากแต่การตื่นรู้ที่แท้จริง คือการทำให้มนุษย์อ่อนไหวและรับรู้ต่อความทุกข์ของมวลมนุษยชาติ นักคิดที่แท้จริง คือผู้ที่สละความสบายของตน เพื่อปลุกสังคมให้ตื่น และใช้แสงสว่างแห่งปัญญา นำทางเรือที่กำลังฝ่าพายุของมนุษยชาติ
ขอให้เราก้าวออกจากการประชุมครั้งนี้ พร้อมพันธสัญญาร่วมกัน ที่จะนำศาสนาเข้าสู่พื้นที่ของการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและสังคม และนำความคิดมาเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมสันติภาพและความยุติธรรม โลกแห่งวันพรุ่งนี้ คือผลผลิตจากเมล็ดพันธุ์ที่เราหว่านลงในผืนดินแห่งมโนธรรมมนุษย์ในวันนี้
ขอให้เราหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความเอื้ออาทร เพื่อที่ชนรุ่นหลัง จะได้เป็นผู้เก็บเกี่ยวสันติภาพและความมั่นคง
ขอบคุณสำหรับความอดทนและการรับฟังของท่านทั้งหลาย